Hardwood Grades

A hundred years ago, hardwood grading varied form mill to mill, but the formulation from the National Hardwood Lumber Association (NHLA) in 1898, grading became standardized. At first, the principles were based strictly on the number and size defects, in 1932 these folks were broaden to reflect the proportion of your board that could be cut into smaller pieces, called cuttings. These pieces has to be clear on the whites and sound on the other. Their size also determines the grade. Today’s hardwood grading standard as assume that boards are invariably cut into smaller pieces to make furniture; thus, grade is founded on a board’s poorest face, except regarding select, that takes the board’s best face into consideration.

Select is one of seven standard hardwood grades The top grade is FAS (an abbreviation of Firsts and Seconds), then Select No. 1 Common, No.2A and 2B Common, and No.3A Common and No.3B Common (chart, opposite). No.2A and No.2B Common are often lumped together as No.2 Common; likewise, many lumberyards sell No.3A and No.3B Common together as No.3 Common.

ซีรี่ย์เกาหลี , the higher the area of clear cuttings: 83.33 percent of select boards have to be clear face cuttings; only 50 % of an No.2 Common board necessary defect-free But grading is often a mores subtle art than the others calculations indicate Two boards which are exactly the same size with a similar quantity of defects can end up in different grades: The position of the defect minimizes one board from having large enough clear cuttings to make the larger grade from the other board.

Although paying more for better-grade stock imply that you’ll be with wood having fewer defects, this may not at all times be the economical action to take. If your project is relatively modest, hand-pick the lumber yourself from the selection of grades, depending for the function of each board in the piece. Where just one defect-free face is necesary, the select grade is often a good choice. Or, to the bits of your furniture project which can be relatively small, as an example, you could be capable of getting by with No.1 Common grade boards. No.2A Common boards are suitable for your parts of projects through which appearance isn’t best, like hidden furniture frames. If you do buy lower-grade lumber, however, consider more waste when your are calculating the number of board feet to order.

Of course, beauty is in the eye in the beholders. Some cabinetmakers feel that defects including knots add character to some piece of furniture. And if most with the parts can become being small, lower grade wood just isn’t only less expensive, it may also be more suitable to the task at hand-by yielding more attractively figured wood.

วิธีขอวีซ่าให้ผ่านได้ง่ายๆแค่ทำตาม 3 วิธีนี้

หลักฐานพร้อม

ข้อแนะนำที่สำคัญที่สุดของการยื่นคำร้องขอวีซ่า เพราะถ้าคุณเตรียมเอกสารไปไม่ครบตามที่ประเทศนั้น ๆ ต้องการ คุณอาจโดนปฏิเสธวีซ่าได้ก่อนที่เขาจะตรวจประวัติของคุณเสียอีก ดังนั้นเตรียมเอกสารประกอบการพิจารณาให้ครบตามที่มีการเรียกขออย่าให้ตกหล่น เพราะสถานทูตจะไม่ติดต่อขอเอกสารที่ขาดจากคุณเพิ่มในภายหลังแน่นอน

เล่าความจริง

เหตุผลที่วีซ่าถูกปฏิเสธมากที่สุดอย่างหนึ่งคือเล่าความเท็จ ไม่ว่าคุณตั้งใจจะเล่าความเท็จหรือถูกบริษัทรับยื่นวีซ่าแนะนำให้โกหก อาทิเช่นอ้างว่ารู้จักกับคนนั้นคนนี้ในประเทศของเขาทั้งที่ความจริงไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกันเลย หรือบอกว่าไม่เคยมีประวัติทางคดีทั้ง ๆ ที่เคยต้องโทษหรือถูกดำเนินคดีมาก่อนแม้ปัจจุบันเรื่องจะจบไปแล้ว เพราะสถานทูตเขาเช็คได้ว่าสิ่งที่คุณกรอกลงในแบบฟอร์มหรือให้สัมภาษณ์มาทั้งหมดนั้นคือความจริงหรือไม่ และถ้าถูกจำได้ว่าโกหก โทษร้ายแรงที่สุดคือคุณอาจถูกแบนไม่ให้เข้าประเทศนั้นตลอดชีวิตได้เลยทีเดียว

พิสูจน์ว่าจะกลับมา

ประเด็นสำคัญสำหรับประเทศที่เคร่งครัดเรื่องวีซ่านั้นมีเพียงอย่างเดียวก็คือ คุณต้องพิสูจน์ว่าคุณแค่ไปเที่ยวบ้านเขาและจะกลับมาด้วยภาระผูกพันต่าง ๆ ไม่ใช่ไปแล้วไปลับหนีหายไปเลย บางประเทศจึงขอดูเอกสารของคุณจนถึงโฉนดที่ดิน สัญญากู้บ้านหรือผ่อนรถกันเลยทีเดียว หรือถ้าเขาไม่เรียกร้องคุณก็สามารถแนบหลักฐานแสดงความยืนยันว่าคุณมีภาระผูกพันกับถิ่นฐานบ้านเกิดชนิดที่ว่าต้องกลับมาให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงาน ครอบครัว และทรัพย์สินที่คุณมี

สามารถติดตามข้อมูลต่างๆเพิ่มเติมได้ที่ https://africanamericanwigs.org/ 

วีซ่าจีนคืออะไร และขั้นตอนการขอวีซ่า

รู้จักกับวีซ่าจีน

สำหรับคนไทยที่มีความประสงค์จะเดินทางไปประเทศจีนนั้นมีความจำเป็นต้องขอวีซ่า (ยกเว้นเขตปกครองพิเศษฮ่องกงและมาเก๊า คนไทยสามารถพำนักได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าเป็นเวลาไม่เกิน 30 วัน) โดยทั่วไปแล้วนักท่องเที่ยวจะต้องขอวีซ่าประเภท L ซึ่งเป็นวีซ่าที่ออกให้สำหรับผู้ที่มีความประสงค์ด้านการท่องเที่ยว แต่นอกจากนี้ยังมีวีซ่าประเภท Q ซึ่งเป็นวีซ่าที่ใช้สำหรับการเยี่ยมญาติ หากคุณมีเชื้อสายจีนและมีญาติที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศจีนอย่างถาวร แต่ ณ ที่นี้เราจะขอพูดถึงวีซ่าท่องเที่ยวเป็นหลัก

ขั้นตอนการขอวีซ่าจีน

การยื่นคำร้องขอวีซ่าจีนนั้นค่อนข้างแตกต่างจากทางยุโรปและอเมริกา โดยสิ่งแรกที่ต่างคือ ทางการจีนไม่ได้มีการเก็บลายนิ้วมือดิจิทัล และไม่ต้องถ่ายรูปหน้าใหม่นอกเหนือจากที่รูปถ่ายที่แนบมากับเอกสาร จึงทำให้คุณสามารถมอบฉันทะให้บุคคลอื่นไปยื่นคำร้องแทนได้ และทำให้มีบริษัทที่บริการรับยื่นวีซ่าจีนแทนคุณ แต่จะเสียค่าบริการเพิ่มเติมจากอัตราปกติไปอีก ทั้งนี้เราขอแนะนำให้คุณยื่นเอกสารด้วยตนเองดีกว่าหากสะดวกเดินทาง โดยการยื่นคำร้องขอวีซ่าจีนมีขั้นตอนดังนี้

  1. กรอกแบบฟอร์มของศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าจีน (Chinese Visa Application Service Center หรือ CVASC) โดยให้อ่านทำความเข้าใจเงื่อนไขและข้อมูลในแบบฟอร์มทั้งหมด และทำการกรอกข้อมูลตามความเป็นจริงเป็น ภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่ โดยคุณสามารถกรอกแบบฟอร์มได้ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
    • กรณีกรอกด้วยตนเองด้วยลายมือ ให้ใช้แบบฟอร์ม Visa Application Form of the People’s Republic of China (2013) ซึ่งดาวน์โหลดได้จาก ที่นี่ หรือสามารถรับฟอร์มได้ที่ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า (CVASC) ได้โดยตรง แต่เราขอแนะนำให้ดาวน์โหลดและกรอกเองตั้งแต่ที่บ้านจะรวดเร็วกว่า
    • กรณีกรอกด้วยระบบดิจิทัล ให้ใช้แบบฟอร์มยื่นคำร้องขอวีซ่าออนไลน์ ที่นี่ ซึ่งมีคำถามและข้อมูลที่จำเป็นต้องกรอกเช่นเดียวกันกับในแบบฟอร์มปกติ แต่ทั้งนี้คุณยังจำเป็นต้องพิมพ์เอกสารและไปยื่นกับทางศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า (CVASC) เหมือนเดิม
  2. เพื่อความสะดวกและใช้เวลาในการยื่นคำร้องให้น้อยที่สุด คุณสามารถทำการนัดหมายกับศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า (CVASC) ได้ผ่านเว็บไซต์ ที่นี่ ทั้งนี้คุณสามารถเดินทางไปยังศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า (CVASC) โดยไม่ต้องนัดก็ได้ แต่จะใช้เวลารอคิวนานกว่าคนที่นัดหมายผ่านระบบออนไลน์
  3. เตรียมเอกสารประกอบการพิจารณา และเดินทางไปยื่นเอกสารที่ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า (CVASC) โดยสามารถยื่นด้วยตนเองหรือยื่นผ่านบุคคลอื่นโดยการแนบใบมอบฉันทะ (ภาษาอังกฤษ) ก็ได้ โดยเจ้าหน้าที่จะช่วยตรวจเอกสารทั้งหมดก่อนการยื่นคำร้อง
  4. เมื่อกระบวนการทั้งหมดเสร็จสิ้นและชำระเงินแล้ว เจ้าหน้าที่จะมอบใบนัดรับวีซ่าให้ การยื่นขอวีซ่าจีนก็เป็นอันเรียบร้อยสำหรับคุณ โดยปกติจะใช้เวลารอเพียง 4 วันทำการเท่านั้น โดยในระหว่างนี้คุณสามารถตรวจสอบผลการดำเนินการได้จากเว็บไซต์ของศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า (CVASC)

เพียงขั้นตอนง่าย ๆ ไม่กี่ขั้นตอนคุณก็สามารถยื่นวีซ่าเที่ยวประเทศจีนได้แล้ว ทั้งนี้โปรดตรวจสอบระยะเวลาการเดินทางของคุณด้วย โดยวีซ่าจีนจำเป็นต้องยื่นคำร้องก่อนการเดินทางอย่างน้อย 1 เดือน แต่ล่วงหน้าไม่เกิน 3 เดือน

ขอบคุณข้อมูลจาก skycanner

สามาถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://africanamericanwigs.org/ 

ขั้นตอนการขอวีซ่าออสเตรเลีย

คุณสามารถเลือกยื่นคำร้องขอวีซ่าประเทศออสเตรเลียได้ 2 วิธี คือการยื่นวีซ่าผ่านระบบออนไลน์ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองออสเตรเลีย (Immi Account) และการยื่นเอกสารผ่านศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า (VFS) แต่ทั้ง 2 วิธีคุณยังคงต้องเดินทางไปศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าเพื่อเก็บข้อมูลชีวภาพ (รูปถ่ายและลายนิ้วมือ) โดยเรามีขั้นตอนคร่าว ๆ ทั้ง 2 วิธีมาแนะนำให้คุณแล้วดังนี้

กรณียื่นคำร้องผ่านระบบออนไลน์

  1. สร้างบัญชีผู้ใช้ (กรณีไม่เคยลงทะเบียนมาก่อน) แล้วกรอกแบบฟอร์มออนไลน์ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองออสเตรเลียที่ immi.gov.au เมื่อสมัครสมาชิกเสร็จสิ้นจะมีอีเมลยืนยันการสมัครให้คลิกในอีเมลอีกครั้งก่อนการใช้งาน
  2. เข้าไปสร้างแบบฟอร์มใหม่ที่เมนู “New application” แล้วปฏิบัติตามขั้นตอน โดยการเลือกและตอบคำถามทั้งหมดอย่างละเอียดเป็นภาษาอังกฤษ (คำถามทั้งหมดก็เป็นภาษาอังกฤษเช่นกัน) โปรดตรวจสอบข้อมูลก่อนยืนยันคำตอบให้ถูกต้องก่อนดำเนินการต่อ
  3. เมื่อกรอกข้อมูลและตอบคำถามทั้งหมดแล้วระบบออนไลน์จะแจ้งเอกสารที่จำเป็นต่อการพิจารณาให้คุณทราบ โดยคุณจะต้องอัพโหลดเอกสารผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งคุณเอกสารที่คุณอัพโหลดต้องมีขนาดไม่เกิน 5MB ต่อไฟล์ และได้สูงสุดจำนวน 60 ไฟล์ เราขอแนะนำให้คุณจัดเตรียมไฟล์ในรูปแบบ PDF แบ่งกลุ่มตาม 8 หัวข้อที่ระบบออนไลน์กำหนดดังนี้
    • รูปถ่าย
    • รูปหนังสือเดินทาง
    • สำเนาบัตรประชาชน
    • สำเนาทะเบียนบ้าน
    • แผนการเดินทาง / ตั๋วเครื่องบิน / ตั๋วรถไฟ / ใบจองรถเช่า (ถ้ามี)
    • หลักฐานทางการเงิน / บัญชีเงินฝาก
    • หนังสือรับรองการทำงาน / ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงาน
    • ประวัติการเดินทาง (หนังสือเดินทางฉบับเดิม ตราวีซ่าหรือ ตราเข้าเมืองที่เคยมีทั้งหมด)
  4. เมื่ออัพโหลดเอกสารเข้าสู่ระบบครบถ้วนแล้ว จึงยืนยันการยื่นคำร้องขอวีซ่าเพื่อส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบตรวจสอบของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองออสเตรเลีย และเข้าสู่กระบวนการชำระเงิน โดยคุณสามารถชำระเงินได้ทั้งผ่านบัตรเครดิต (ทุกประเภท) หรือ บัญชี PayPal
  5. เมื่อชำระเงินเสร็จสิ้นระบบจะส่งอีเมลยืนยันการยื่นคำร้อง และอีเมลการเรียกขอข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งจะแนบเอกสารให้คุณไปติดต่อกับศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า (VFS) เป็นอันจบขั้นตอนการยื่นคำร้องผ่านระบบออนไลน์

กรณียื่นคำร้องด้วยตนเอง

  1. กรอกแบบฟอร์มการขอวีซ่าผู้มาเยือน – ประเภทนักท่องเที่ยว (รหัสเอกสาร 1419 THA) ซึ่งดาวน์โหลดจากเว็บไซต์สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองออสเตรเลีย ที่นี่ (กรณีผู้เดินทางอายุต่ำกว่า 18 ปี ให้ใช้แบบฟอร์มรหัสเอกสาร 1229 ดาวน์โหลดจาก ที่นี่)
  2. อ่านทำความเข้าใจเงื่อนไขและข้อมูลในแบบฟอร์มทั้งหมด และทำการกรอกข้อมูลตามความเป็นจริงเป็นภาษาอังกฤษ (คำถามในแบบฟอร์มมีภาษาไทยกำกับซึ่งจะสะดวกต่อการตอบมากขึ้น) โดยเอกสาร 1419 THA มีทั้งหมด 21 หน้า โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณกรอกข้อมูลครบถ้วนถูกต้องแล้ว
  3. เตรียมเอกสารประกอบการพิจารณา และเตรียมจองคิวติดต่อกับศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า (VFS) ในขั้นตอนต่อไป

ดำเนินการต่อกับศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าออสเตรเลีย

  1. ในกรณีการยื่นคำร้องผ่านระบบออนไลน์ คุณจะได้รับเอกสารอ้างอิงในการเก็บข้อมูลชีวภาพกับศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า (VFS) ส่วนการยื่นคำร้องด้วยตัวเองจะไม่มีเอกสารอ้างอิง โดยทั้ง 2 วิธีจะต้องติดต่อกับศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า สามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก www.vfsglobal.com/australia/thailand/thai/
  2. ให้คุณทำการสมัครสมาชิกแล้วจองคิวกับศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า (VFS) ผ่านระบบออนไลน์ที่ online.vfsglobal.com/GlobalAppointment/Account/RegisteredLogin เมื่อสมัครและลงชื่อเข้าใช้เสร็จสิ้น ระบบออนไลน์จะมีเมนูนัดหมายวันและเวลาให้คุณ (Schedule Appointment) รวมทั้งเลือกบริการอื่น ๆ โดยมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมตามแต่บริการที่คุณจะเลือกหรือไม่เลือกก็ได้ อาทิเช่น
    • บริการจัดส่งเอกสารทางไปรษณีย์
    • บริการช่วยตรวจสอบเอกสาร
    • บริการนัดหมายนอกเวลาทำการ
    • บริการรับคำร้องขอวีซ่านอกสถานที่
    • บริการยื่นคำร้องขอวีซ่าเร่งด่วน
  3. เมื่อดำเนินการยืนยันการนัดหมายเสร็จสิ้น ระบบออนไลน์จะส่งใบนัดหมายให้ทางอีเมล ซึ่งใบนัดหมายนี้จำเป็นต้องใช้ในการแสดงคิวกับเจ้าหน้าที่ในวันนัดหมาย
  4. เตรียมตัวเดินทางไปศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า (VFS) ด้วยตนเอง และไม่สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นไปแทนได้ โดยคุณต้องถึงก่อนเวลานัดหมายอย่างน้อย 15 นาที และหนังสือเดินทางที่ต้องมีหน้าว่างอย่างน้อย 1 หน้า พร้อมเอกสารทั้งหมดที่จำเป็นทั้งฉบับจริงและสำเนาในกรณียื่นด้วยตนเอง ส่วนการยื่นออนไลน์ใช้เพียงใบอ้างอิงจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและใบนัดหมายของศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า (VFS)
  5. ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า (VFS) จะเก็บข้อมูลทางชีวภาพของคุณได้แก่ลายนิ้วมือผ่านระบบดิจิทัล (ไม่ใช้หมึก) และถ่ายภาพเต็มหน้าของคุณโดยที่ไม่สวมแว่น หรือสิ่งปลกคลุมศีรษะใด ๆ เว้นแต่เหตุผลทางศาสนาหรือทางการแพทย์ ทั้งนี้ยังต้องเห็นใบหน้าและดวงตาอย่างชัดเจน
  6. เมื่อศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า (VFS) รับเอกสารและเก็บข้อมูลชีวภาพเสร็จสิ้น การยื่นขอวีซ่าประเทศออสเตรเลียก็เป็นอันเรียบร้อยสำหรับคุณ เพียงรอผลการพิจารณาผ่านทางอีเมลหรือ SMS ซึ่งโดยปกติแล้วคุณจะทราบผลได้ภายใน 15 วันทำการนับตั้งแต่วันยื่นเอกสาร และคุณสามารถรับเอกสารและหนังสือเดินทางคืนหลังรับทราบผลแล้วได้ที่ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า หรือบริการจัดส่งทางไปรษณีย์ (มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม)
ขอบคุณข้อมูลจาก skycanner

สามาถติดตามข้อมูลอื่นๆได้ที่ https://africanamericanwigs.org/ 

เอกสารการขอวีซ่าอังกฤษ

หลักฐานสำคัญ

  1. เอกสารคำร้องขอ – เอกสารที่คุณต้องพิมพ์ออกมาจากระบบออนไลน์และลงชื่อเรียบร้อยแล้ว
  2. หมายเลขอ้างอิงเอกสารคำร้องขอวีซ่า (GWF Reference) – เพื่อใช้ติดต่อนัดหมายหรือแจ้งความประสงค์ใช้บริการเพิ่มเติมกับศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า (VFS)
  3. หนังสือเดินทาง – ต้องเป็นหนังสือเดินทางฉบับล่าสุด มีอายุคงเหลือมากกว่า 6 เดือน และมีหน้าว่างอย่างน้อย 1 หน้า กรณีที่มีหนังสือเดินทางเล่มก่อนหน้าให้นำไปด้วยทั้งหมด และถ่ายสำเนาหน้าแรกพร้อมกับหน้าที่เคยได้วีซ่า/เดินทางไปประเทศอื่นด้วย
  4. สำเนาเอกสารแสดงตัว – ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาอื่น ๆ ถ้ามี อาทิเช่น สำเนาทะเบียนสมรส สำเนาทะเบียนหย่า สำเนาใบเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล เป็นต้น (พร้อมเอกสารฉบับจริง)
  5. ใบยืนยันการจองตั๋วเครื่องบิน – ต้องเป็นตั๋วเครื่องบินที่เดินทางจากประเทศไทยไปยังประเทศอังกฤษ และเดินทางกลับถึงประเทศไทยภายในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น
  6. ใบยืนยันการจองโรงแรมที่พัก – ต้องเป็นโรงแรมภายในประเทศอังกฤษ และมีการเข้าพักในช่วงเวลาท่องเที่ยวที่ระบุไว้เท่านั้น
  7. อีเมลยืนยันการนัดหมาย – พิมพ์อีเมลที่ได้รับจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสหราชอาณาจักร gov.uk

หลักฐานสำคัญในการยื่นขอวีซ่าอังกฤษ กรณีมีรายได้เป็นของตนเอง

  1. เอกสารรับรองการทำงาน
    • กรณีเป็นพนักงาน: ต้องใช้หนังสือรับรองการทำงานเป็นภาษาอังกฤษ โดยต้องมีข้อมูลชื่อองค์กรที่ทำงาน ตำแหน่งงาน เงินเดือน วันเริ่มงาน และควรมีการระบุจุดหมายปลายทาง ช่วงวันเดินทาง และวันที่จะกลับถึงประเทศไทยอย่างชัดเจน พร้อมลงนามและประทับตรา
    • กรณีเป็นเจ้าของกิจการ: ต้องใช้สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่มีอายุไม่เกิน 3 เดือน พร้อมทะเบียนการค้า หรือใบอนุญาตการประกอบธุรกิจ และเอกสารใด ๆ ที่เกี่ยวข้องและมีชื่อของคุณเป็นเจ้าของกิจการ
  2. รายการเดินบัญชีเงินฝาก – สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากที่มีอายุมากกว่า 1 ปี และปรับรายการเดินบัญชีถึงปัจจุบันถึงย้อนหลังไม่ต่ำกว่า 6 เดือน หรือขอรายการเดินบัญชีที่ได้รับตราประทับจากธนาคาร หรือขอเอกสารแสดงข้อมูลทางบัญชีที่การันตีเงินฝากของคุณเป็นภาษาอังกฤษก็ได้
  3. สลิปเงินเดือน – กรณีมีรายได้ประจำ ให้แนบสลิปย้อนหลัง 6 เดือน โดยยอดเงินสุทธิในสลิปจะต้องสอดคล้องกับรายการเดินบัญชีเงินฝากด้วย และควรมีรายได้เกิน 15,000 บาทขึ้นไป

หลักฐานสำคัญในการยื่นขอวีซ่าอังกฤษ กรณีไม่มีรายได้เป็นของตนเอง

  1. หลักฐานแสดงรายได้ของคู่สมรส – กรณีเป็นคู่สมรสที่มีการจดทะเบียนกันอย่างถูกต้อง และต้องมีสำเนาเอกสารยืนยัน และถ้าคู่สมรสไม่ได้เดินทางไปด้วย ต้องมีสำเนาเอกสารแสดงตัวของคู่สมรสทั้งหมดแนบมาด้วย หรือถ้าไม่ได้จดทะเบียน ต้องมีหนังสือยืนยันการสมรสโดยไม่ได้จดทะเบียนและลงชื่อรับรองทั้ง 2 ฝ่าย
  2. หลักฐานแสดงรายได้ของญาติ – กรณีเดินทางกับญาติพี่น้องสามารถใช้ข้อมูลของญาติที่ร่วมเดินทางไปด้วยพร้อมหนังสือรับรองความเป็นญาติ หรือถ้าญาติเป็นเจ้าของกิจการหรือบุคคลที่รายได้แต่ไม่ได้เดินทางไปด้วย ก็สามารถใช้อ้างอิงแทนกันได้เมื่อมีหลักฐานด้านความสัมพันธ์เพียงพอ (อาทิเช่นนามสกุลเดียวกัน)
  3. จดหมายยินยอมจากผู้ปกครอง – กรณีผู้เดินทางเป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปีบริบูรณ์ และไม่ได้เดินทางพร้อมบิดามารดาร่วมกัน ผู้ปกครองที่เป็นบิดาหรือมารดาที่ไม่ได้ร่วมไปด้วยทั้งหมดต้องลงชื่อในจดหมายยินยอมที่ออกโดยที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานเขต
  4. เอกสารรับรองการศึกษาหรือสมาคมกีฬา: กรณีเป็นนักเรียน/นักศึกษา หรืออยู่ในสมาคมกีฬา ต้องใช้หนังสือรับรองจากสถานศึกษาหรือสมาคมกีฬาที่สังกัดอยู่เป็นภาษาอังกฤษ

หลักฐานอื่น ๆ

  1. แผนการเดินทาง – แสดงแผนการเดินทางในช่วงที่อยู่ในประเทศอังกฤษเพื่อให้ทราบว่าในแต่ละวันจะเดินทางไปเที่ยวเมืองอะไร สถานที่ท่องเที่ยวไหน พักที่ใดบ้าง โดยแผนทั้งหมดต้องเป็นภาษาอังกฤษ
  2. จดหมายแนะนำตัว – เขียนแนะนำตัวกับทางสถานทูตเป็นภาษาอังกฤษถึงจุดประสงค์ของการเดินทางหรือเรื่องราวคร่าว ๆ เกี่ยวกับความต้องการท่องเที่ยวอังกฤษในครั้งนี้ ซึ่งรวมทั้งวันเวลาเดินทาง และข้อมูลการทำงานที่ช่วยยืนยันว่าคุณจะต้องกลับประเทศไทยด้วย
  3. ประกันการเดินทาง – เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันการประกันภัยระหว่างเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยต้องมีวงเงินประกันขั้นต่ำ 2,000,000 บาท
  4. โฉนดที่ดิน/สัญญาเช่า/สัญญากู้บ้าน – เป็นเอกสารประกอบเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นเจ้าของหรือเป็นผู้ที่มีภาระผูกพันกับฐานที่อยู่ในประเทศไทย
ขอบคุณข้อมูลจาก skyscanner

สามารถติดตามข้อมูลอื่นๆได้ที่ https://africanamericanwigs.org/ 

ประกันการเดินทางต่างประเทศ จำเป็นไหม เมื่อไปต่างประเทศ

เหตุการณ์ไหนบ้าง? ที่ควรจะซื้อ “ประกันการเดินทางต่างประเทศ” เพื่อเห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้น ว่าทำไมพวกเราจำเป็นที่จะต้องมีรับรองการเดินทางทุกครั้งที่จำต้องเริ่มเดินทาง เลยขอยกตัวอย่างเรื่องราวที่จะต้องมีรับรองการเดินทางประจำตัวมาให้ดูกันเลยดีกว่า ทดลองตามมาดูกันเลย

1. เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ

แม้ว่าจะเตรียมความพร้อมมาอย่างดี แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ เช่น โดนยกเลิกตั๋วเครื่องบิน กระเป๋าหาย ไม่สบาย อื่นๆอีกมากมาย ยิ่งสำหรับคนที่ถูกใจเดินทางผู้เดียวหรือนักเที่ยวขาลุย ซึ่งเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุสูงแล้ว รับรองการเดินทางยิ่งสำคัญ โน่นก็เนื่องจากว่าค่าพยาบาลในเมืองนอกนั้นถือว่าแพงมากถ้าหากเทียบกับค่ารักษาพยาบาลในประเทศไทย ซึ่งถ้าหากเกิดเหตุไม่คาดคิดล้มป่วยกระทันหันขึ้นมา พวกเราเองอาจจะไม่อยากที่จะต้องแบกรับภาระสำหรับในการรักษาในราคาแพงอย่างไม่ต้องสงสัย

2. เดินทางไปสถานที่ที่เดินทางลำบาก

นั่นก็เนื่องจากว่าสถานที่กลุ่มนี้ชอบมีบริการในด้านการแพทย์ที่บางทีก็อาจจะไม่พร้อมเท่าที่ควร ซึ่งแม้กำเนิดป่วยขึ้นมา พวกเราก็บางครั้งอาจจะมั่นอกมั่นใจมิได้ว่าพวกเราจะได้รับการดูแลรักษาที่ดีเพียงพอรึเปล่า ก็เลยทำให้รับรองการเดินทางต่างถิ่นที่มีบริการเคลื่อนย้ายคนไข้ฉุกเฉินทางการแพทย์กลายเป็นของที่จำเป็นขึ้นมาโดยทันที เพราะว่าถ้าหากพวกเราป่วยไข้ขึ้นมาจริงๆพวกเราจำต้องมั่นใจได้ว่าเราจะสามารถพาตัวเราเองกลับไปรักษาตัวในที่อื่นๆที่พร้อมกว่าได้

3. เดินทางกันเป็นครอบครัว

สำหรับครอบครัวที่คิดแผนที่จะเดินไปยังประเทศต่างๆ อาจไม่สนุกแน่ ถ้าหากมีคนใดกันผู้ใดผู้หนึ่งในครอบครัวกำเนิดป่วยไข้ขึ้นมาก่อนการเดินทาง ทำให้จำต้องยกเลิกการเดินทางกระทันหัน ซึ่งรับรองการเดินทางต่างชาติจะช่วยทำให้พวกเราสามารถขอเคลมค่าใช้จ่ายสำหรับบริการต่างๆที่พวกเราได้จ่ายไปแล้ว แม้กระนั้นยังมิได้ใช้บริการกลับมาได้ รับประกันว่าภาระหน้าที่รายจ่ายจะน้อยลงอีกเยอะมาก แถมไม่ต้องเสียเงินเสียทองไปแบบเสียเปล่าอีกด้วย

ประกันการเดินทางต่างประเทศ ช่วยคุ้มครองอะไรบ้าง?

1. การ ยกเลิกตั๋วเครื่องบิน /เที่ยวบินล่าช้า / เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องยกเลิกการเดินทาง
2. คุ้มครองเรื่องสุขภาพ และอุบัติเหตุ
3. บริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน
4. ประกันกระเป๋าเดินทาง และทรัพย์สินในกรณีที่เสียหาย

ขอบคุณข้อมูลจาก cigna

ความหมายประกันสุขภาพ เหมาจ่าย คือ?

เพื่อเป็นการสนองตอบต่อสิ่งที่มีความต้องการของคนสมัยใหม่ ที่ชื่นชอบในด้านการตอบปัญหาต่อไลฟ์สไตล์ รวมทั้งสิ่งซึ่งสามารถเลือกได้ตามความพึงพอใจของตัวเองมากยิ่งกว่า บริษัทรับรองก็เลยได้ดีไซน์แผนรับรองต่างๆมาอย่างมาก ซึ่งหนึ่งในต้นแบบรับรองยอดนิยมอยู่เดี๋ยวนี้ ก็คือ รับรองสุขภาพแบบ เหมาจ่าย แม้กระนั้นสำหรับคนใดที่กำลังเรียนหัวข้อการทำรับรอง รวมทั้งกำเนิดคำถามว่า รับรองสุขภาพเหมาจ่ายนั้นเป็นยังไง พวกเรามาหาคำตอบพร้อมเพียงกันเลยดังต่อไปนี้

ประกันสุขภาพ เหมาจ่าย

อะไรเป็นรับรองสุขภาพ เหมาจ่าย ?
เป็นรับรองสุขภาพ ที่จะชำระเงินให้ตามจำนวนอตรรกยะ แม้กระนั้นจะไม่เกินจำนวนเงินเอารับรองสูงสุด ซึ่งในบางข้อแม้จะไม่มีการกำหนดวงเงินรับรองเอาไว้ นับเป็นความยืดหยุ่นที่เป็นคุณลักษณะเด่นของรับรองสุขภาพแบบเหมาจ่าย เพิ่มโอกาสที่ง่ายดายมากยิ่งขึ้นสำหรับเพื่อการลงทุนซื้อรับรองชนิดนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับรับรองสุขภาพแบบแยกค่าใช้สอย ที่มีการระบุวงเงินความคุ้มครองป้องกันแต่ละข้อเอาไว้ภายในกรมธรรม์อย่างเห็นได้ชัด ทำให้เมื่อมีความรู้สึกเจ็บเจ็บไข้จนกระทั่งจะต้องเข้ารักษายังโรงหมอ รวมทั้งปรากฏว่ามีค่ารักษามากยิ่งกว่าวงเงินที่ตกลงกันไว้ มันก็จะเปลี่ยนเป็นภาระหน้าที่ที่พวกเราจะต้องจ่ายส่วนเกินด้วยตัวเอง ซึ่งนับเป็นข้อด้อยที่รับรองแบบแยกจ่าย ไม่สามารถที่จะทำดังแบบเหมาจ่ายได้ั

เพราะเหตุใดถึงจะต้องซื้อรับรองสุขภาพ แบบเหมาจ่าย ?
แน่ๆว่ารับรองที่มีสิทธิผลดีครอบคลุมมากยิ่งกว่า ย่อมแลกเปลี่ยนกับการจ่ายเบี้ยประกันที่ราคาแพงแพงกว่า แต่ว่าภายใต้ราคาเบี้ยประกันที่แพงสูงนั้น ก็จัดว่าคุ้มแล้วถ้าเกิดจะได้มาซึ่งความปกป้องที่พวกเราไม่ต้องตรากตรำเสียค่าบริการรักษาของโรงหมอเสริมเติมอะไรก็ตามเลย แถมยังได้รับบริการที่เหมาะสมที่สุดอีกต่างหาก โดยไม่ต้องพิจารณาว่าโรงหมอนั้น จะเป็นโรงหมอเมืองหรือเอกชน รวมทั้งกรรมวิธีการรักษาพวกนั้นควรมีค่าครองชีพเท่าไรก็ตาม

สรุป ข้อตำหนิ แล้วก็ จุดเด่น ของรับรองสุขภาพแบบเหมาจ่าย
ข้อผิดพลาด
-การจ่ายค่าเบี้ยประกันต่อปีอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างจะสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเกิดเป็นแผนรับรองที่มีวงเงินเหมาจ่ายสูง ค่าเบี้ยประกันที่จำเป็นต้องจ่ายก็จะสูงตามขึ้นไปด้วย

จุดเด่น
-มีลักษณะการปกป้องที่นานาประการ มากยิ่งกว่าแผนรับรองแบบอื่น
-มีวงเงินค่ารักษาพยาบาลโรคที่เกี่ยวโยงกับหัวใจ ที่มีจำนวนสูง ซึ่งบางทีอาจจะถึงหลักล้านอย่างยิ่งจริงๆ ทำให้เมื่อเข้ารับการดูแลและรักษาโรครุนแรง ก็จะรู้เรื่องปกป้องรายจ่ายทุกสิ่ง อย่างหมดห่วง

รับรองสุขภาพ เหมาจ่าย เหมาะสมกับคนไหนกันแน่ ?
รับรองประเภทนี้เหมาะสมกับคนที่มีฐานะป้อมอาจ มีสถานะทางด้านการเงินซึ่งสามารถแบ่งเงินมาลงทุนสำหรับการจ่ายเบี้ยประกันที่มีอัตราสูงได้แบบสบายๆช่วงเวลาเดียวกันผู้ประกันนั้นยังจำเป็นต้องจะต้องมีสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะกำเนิดโรครุนแรงกับตัวเองได้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น ปฏิบัติงานอยู่ในสถานพยาบาล ซึ่งมีเชื้อโรคหรือเชื้อไวรัสเยอะมาก หรือเป็นบุคคลที่แก่มากมายสูงอายุแล้วก็ใกล้ตอนวัยที่จะมีโรคประจำตัวมาเยี่ยมเยือน เนื่องจากว่าถ้าหากว่ายังอยู่ในวัยที่แข็งแรงดีและไม่มีความเสี่ยงต่อการป่วยโรค ก็รู้สึกว่าคงจะไม่น่าจะคุ้มเท่าใดแม้จำต้องมารอจ่ายเบี้ยประกันที่ราคาแพงแพงบ่อยๆ

ประกันการเดินทาง ญี่ปุ่น

ประกันการเดินทาง ญี่ปุ่น : ประเทศญี่ปุ่นนั้นแม้จะเป็นที่ทราบกันดีว่า เป็นประเทศที่มีระเบียบวินัยสูง มีโครงสร้างในด้านต่าง ๆ ที่มีมาตรฐาน รวมไปถึงระดับของความปลอดภัยที่มีการจัดการอย่างเป็นระบบ แต่กระนั้นก็ตามในทุกประเทศย่อมยังคงมีความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุไม่คาดฝัน อันมีความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นได้เสมอ อีกทั้งสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางจากถิ่นพำนักไปยังแดนไกล ก็ยิ่งอาจเกิดความไม่สะดวกในการรับมือกับปัญหาในหลายด้านหากต้องเผชิญ
โดยการทำประกันการเดินทางนั้นถือเป็นเรื่องที่มีความคุ้มค่า ต่อความมั่นคงของการเดินทาง ซึ่งการเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นนั้น ยิ่งมีเหตุผลที่ควรทำประกัน อาทิเช่น หากเกิดเหตุการณ์ที่ผู้เดินทางมีความจำเป็นจะต้องเข้าโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเกิดจากเรื่องของสุขภาพฉุกเฉิน หรืออุบัติเหตุฉุกเฉินก็ตาม อาจจะต้องเจอกับค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายของประเทศที่มีค่าครองชีพสูงในระดับต้น ๆ ของโลกอย่างประเทศ ญี่ปุ่น
นอกจากนี้ในกรณีที่เกิดเหตุนอกเหนือจากเรื่องของการเข้าโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการ โจรกรรม กรรโชกทรัพย์ หรืออื่น ๆ ก็ล้วนที่จะตามมาซึ่งค่าใช้จ่ายในการดำเนินขั้นตอนต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน

ประกันการเดินทาง ญี่ปุ่น

ทั้งนี้บริษัทประกันหลายแห่งต่างมีข้อเสนอในรายละเอียดที่แตกต่างกันไป ซึ่งข้อโดดเด่นที่น่าสนใจมักประกอบไปด้วยดังต่อไปนี้
-มีความคล่องตัว และรวดเร็วในการทำประกันการเดินทาง ซึ่งสามารถทำผ่านระบบออนไลน์ก็ได้รับความคุ้มครองทันที
-สะดวกสบาย ง่าย ผู้ทำประกันไม่ต้องพกพาเอกสารใด ๆ ก็สามารถตรวจสอบข้อมูลกรมธรรม์ และข้อมูลการเดินทางผ่านแอพพลิเคชั่นออนไลน์ ได้จากอุปกรณ์พกพาชนิดต่าง ๆ ทุกที่ทุกเวลา
-บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน สร้างข้ออุ่นใจที่ผู้ทำประกันจะวางใจได้ ว่ายามเกิดเหตุที่ต้องการขอความช่วยเหลือจากบริษัทประกัน ก็จะได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ซึ่งประกันภัยบางแห่งมีบริการรองรับการติดต่อแจ้งประสานเหตุตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งผู้ทำประกันจะสามารถใช้บริการได้ในช่วงระยะเวลาตลอดการเดินทาง
-บริการให้คำแนะนำทางการแพทย์ ช่วยค้นหาโรงพยาบาลในเครือที่เหมาะสม ซึ่งผู้มีประกันจะสามารถเดินทางไปได้อย่างสะดวก รวมไปถึงช่วยประสานการนัดหมาย
-ประกันในบางบริษัทมีบริการช่วยสื่อสารกับผู้ทำหน้าที่รักษาในโรงพยาบาล เพื่อให้การรักษามีความชัดเจนและถูกต้องมากยิ่งขึ้น

หมายเหตุ
ควรศึกษารายละเอียดที่ระบุเอาไว้ในเงื่อนไขของแต่ละบริษัทประกัน ซึ่งบางแห่งมีข้อกำหนดเอาไว้ว่าผู้ทำประกันจะไม่ต้องสำรองจ่ายก่อน ในกรณีที่เข้าทำการรักษาแต่เฉพาะโรงพยาบาลที่อยู่ในเครือตามที่กำหนดเอาไว้เท่านั้น นอกจากนี้ยังอาจมีรายละเอียดข้อยกเว้นความคุ้มครองไว้อีกด้วย อาทิเช่น ข้อยกเว้นความคุ้มครองสำหรับโรคประจำตัว ที่ผู้ทำประกันมีโรคประจำตัวนั้น อยู่ก่อนการทำประกันแล้วเป็นต้น